ไนอาซินาไมด์ คือ อะไร ใช้กี่ % ถึงได้ผล

ผมเป็นผู้จำหน่ายอิสระของ Nu Skin — ในหน้านี้ผมจะบอกด้วยว่าตรงไหนที่ของผมไม่ใช่คำตอบของคุณ อ่านเพิ่มในหน้าเกี่ยวกับผม →

ไนอาซินาไมด์คือวิตามินบี 3 แบบทา งานวิจัยที่เห็นผลชัดใช้ 2–5% ไม่ใช่ 10% — ความมันลดใน 2–4 สัปดาห์ รูขุมขนกับรอยดำ สัปดาห์ 8–12 ใช้คู่วิตามินซีได้ และถ้าทาแล้วหน้าแดงร้อนวูบ ให้สงสัยตัวอื่นในขวดก่อน — ตัวที่ทำหน้าแดงคือไนอาซินพี่น้องของมัน ซึ่งอยู่ในแบบกิน ไม่ใช่แบบทา

ไนอาซินาไมด์ คืออะไร

ไนอาซินาไมด์คือวิตามินบี 3 รูปหนึ่ง ชื่อเต็มว่านิโคตินาไมด์ (Nicotinamide) ในร่างกายมันถูกเปลี่ยนเป็น NAD+ ตัวส่งพลังงานที่ทุกเซลล์ต้องใช้ — เซลล์ผิวก็ใช้ พอมีพลังงานพอ เซลล์ผิวสร้างเซราไมด์ได้มากขึ้น (ผิวเก็บน้ำได้ ไม่แสบง่าย) และส่งเม็ดสีขึ้นมาชั้นบนช้าลง (รอยดำจางลง) ส่วนที่ทำให้หน้ามันน้อยลงและรูขุมขนดูตื้น ยังไม่มีใครอธิบายกลไกได้ครบ รู้แค่ว่ามันเกิดจริงในงานวิจัยที่ 2%

จุดที่ต้องรู้คือมันไม่ใช่ตัวสั่งการแบบเรตินอล มันเป็นตัวป้อนพลังงาน ผลเลยกระจายหลายเรื่องแต่ไม่มีเรื่องไหนแรง นี่คือเหตุผลที่มันอ่อนโยนที่สุดในกลุ่ม และเป็นเหตุผลเดียวกับที่คนเลิกใช้เพราะ “ไม่เห็นอะไร”

วิตามินบี 3 มีสองพี่น้อง — ไนอาซินาไมด์ กับ ไนอาซิน (กรดนิโคตินิก) ตัวหลังจับตัวรับบนผิวแล้วทำให้เส้นเลือดฝอยขยาย หน้าแดงร้อนวูบ 20–60 นาที ที่เรียกว่า flush ตัวแรกไม่จับตัวรับนั้น จึงไม่แดง แบบกินมีทั้งสองแบบ ครีมทามีแค่แบบแรก — แต่ไนอาซินาไมด์ในขวดที่เป็นกรดจัดหรือเก็บร้อนนาน จะค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นไนอาซินได้บางส่วน นี่คือที่มาของคนที่ทาแล้ว “หน้าแดงเหมือนแพ้” ทั้งที่ไม่ได้แพ้

กี่ % ถึงได้ผล — ตามที่งานวิจัยใช้จริง ไม่ใช่ตามที่ขวดเขียน

% และสัปดาห์มาจากงานวิจัยที่ทดสอบไนอาซินาไมด์เดี่ยว ๆ — 2% กับความมัน · 4% กับสิว เทียบยาแต้มคลินดามัยซิน 1% · 5% กับรอยดำและริ้วรอยที่ 12 สัปดาห์ — คอลัมน์สุดท้ายคือสิ่งที่ผมเห็นจากลูกค้าที่ย้ายจาก 5% ไป 10% แล้วกลับมา
อยากแก้เรื่อง% ที่งานวิจัยใช้เริ่มเห็นสัปดาห์ที่ทา 10% ได้เพิ่มไหม
หน้ามัน2%2–4ไม่ — ที่ผมเห็นคือยิบเพิ่ม มันไม่ได้ลดเพิ่ม
รูขุมขนดูกว้าง2–5%4–8ไม่ — ตื้นลงได้จำกัด ไม่ว่ากี่ %
สิวอักเสบเม็ดเล็ก4%4–8ไม่มีงานที่ทดสอบสูงกว่านี้
รอยดำ รอยสิว สีผิวไม่เรียบ5%8–12ผมยังไม่เจองานที่ 10% ชนะ 5%
ผิวแสบง่าย แดงง่าย แนวกั้นผิวอ่อน2–5%2–4ไม่ — กลุ่มนี้ยิ่ง % สูงยิ่งยิบ
ริ้วรอยตื้น5%12ไม่ — ถ้าเป้าคือริ้วรอย ไปเรตินอล
อยาก “ผิวใส” เฉย ๆไม่มีนิยามให้วัด

% บนขวด แปลเป็นมิลลิกรัม แล้ววางข้างเม็ดที่กิน

ทุกหน้าเขียน 2% 5% 10% แต่ไม่มีใครแปลงเป็นมิลลิกรัม และไม่มีใครวางข้างแบบกินให้ดู ทั้งที่เป็นสารตัวเดียวกัน แปลงหน่วยแล้วจะเห็นว่าทำไมกินไม่ช่วยรูขุมขน และทำไม 10% ไม่ใช่ “คุ้มกว่า”

เซรั่ม 5% หมายถึง5 ก. ใน 100 มล. = 50 มก. ต่อ 1 มล.
ทาหน้าครั้งละราว 0.25 มล. (4–5 หยด · 20 หยด = 1 มล.)≈ 12 มก. วางบนผิวหน้า
เซรั่ม 10% ทาปริมาณเท่ากัน≈ 25 มก. — เพิ่ม 2 เท่า แต่ในตารางบน ผลไม่ได้เพิ่ม
แบบกิน ค่าแนะนำต่อวันสำหรับผู้ใหญ่14–16 มก. NE ต่อวัน [ตรวจสอบ]
เม็ดที่ผมกินเอง (ฉลากในรูปท้ายหน้า)ไนอะซินาไมด์ 5.33 มก. ต่อหน่วยบริโภค [ตรวจสอบ]
ขนาดแบบกินที่มีงานวิจัยกับผิว (ในคนที่เคยเป็นมะเร็งผิวหนัง)500 มก. × 2 ครั้ง/วัน = 1,000 มก. — มากกว่าเม็ดวิตามินทั่วไปราว 190 เท่า
ทา 5% ครั้งเดียว = ราว 12 มก. วางตรงจุดที่อยากแก้ ใกล้เคียงกับที่ทั้งร่างกายต้องการต่อวัน — แต่ของที่กินไปเลี้ยงตับ กล้ามเนื้อ และทุกเซลล์ก่อน ผิวหน้าได้เศษที่เหลือ นี่คือเหตุผลที่กินขนาดวิตามินไม่ช่วยรูขุมขน ส่วน 10% ที่เพิ่มอีก 12 มก. บนหน้า งานวิจัยไม่ได้แสดงว่าได้ผลเพิ่ม — ที่ผมเห็นว่าเพิ่มแน่คือโอกาสยิบและแดง

ใครไม่ต้องซื้อไนอาซินาไมด์

สัปดาห์ที่ 1–12 จะเกิดอะไรขึ้น

ไนอาซินาไมด์ไม่มีช่วงลอกหรือสิวเห่อแบบเรตินอล — ปัญหาของมันตรงข้าม คือเงียบเกินไปจนคนเลิกก่อนสัปดาห์ 4 นี่คือสิ่งที่ผมเห็นเกิดขึ้นทีละช่วง

ช่วงเวลาจากที่ผมเห็นในลูกค้า ไม่ใช่ค่าเฉลี่ยจากงานวิจัย — คนผิวมันเห็นช่วงแรกเร็ว (สัปดาห์ 1–2) คนผิวแห้งรู้สึกแค่ “แสบน้อยลง” และต้องรอถึงสัปดาห์ 8 ถึงเห็นด้วยตา คนอายุเกิน 40 หรือรอยดำที่อยู่มานานเกิน 1 ปี ช้ากว่านี้อีก 2–4 สัปดาห์
ช่วงคุณจะรู้สึกอะไรอันนี้ปกติอันนี้ให้หยุดคนเลิกตรงนี้เพราะ
วันที่ 1–3 ยิบอุ่น ๆ 2–5 นาที บางคนแดงจาง ๆ ตรงแก้ม ปกติหายเองใน 10 นาที ไม่ทิ้งรอย หยุดแดงร้อนวูบทั้งหน้า 20–60 นาที — อาการแบบไนอาซิน ดู INCI ว่ามี Niacin หรือขวดเก็บร้อนมานาน คิดว่าแพ้
วันที่ 3–10 หน้ามันช่วงบ่ายน้อยลง คนผิวแห้งรู้สึกตึงนิดหน่อย ปกติตึงแต่ไม่ลอก ทามอยส์เจอไรเซอร์ทับแล้วหาย หยุดลอกเป็นขุย คัน — ไนอาซินาไมด์เดี่ยว ๆ ไม่ทำแบบนี้ สงสัยกรดหรือแอลกอฮอล์ในขวดเดียวกัน ยังไม่ค่อยเลิกช่วงนี้
สัปดาห์ 2–4 ไม่มีอะไรใหม่ให้เห็นนอกจากมันลดลง สูตรเนื้อครีมหนักอาจมีสิวหัวขาวเล็ก ๆ เพิ่ม ปกติขึ้นน้อย จุดเดิม ลดเองในสัปดาห์ 4 หยุดสิวอักเสบเม็ดแดงจุดใหม่หลายเม็ด — ตัวนี้ไม่มีช่วงเห่อ อันนี้คือเนื้อสูตร เปลี่ยนเป็นเนื้อน้ำ เลิกมากที่สุดตรงนี้ — เพราะ “ไม่เห็นผล” ทั้งที่ยังไม่ถึงเวลาเห็น
สัปดาห์ 4–8 รูขุมขนจมูกและแก้มด้านในดูตื้นลงตอนไม่มีเมคอัพ แดงง่ายน้อยลง ปกติเริ่มเพิ่มวิตามินซีเช้า หรือเรตินอลคืนได้ ย้ายไปขวด 10% เพราะอยากเร็วขึ้น แล้วกลับมายิบ
สัปดาห์ 8–12 รอยดำสิวเก่าจางลงชั้นหนึ่ง สีผิวเรียบขึ้น ปกตินี่คือผลเต็มที่ของตัวนี้ หลังจากนี้ผลคงที่ อยากได้เพิ่มต้องเพิ่มตัวอื่น ไม่ใช่เพิ่ม %

ทาแล้วหน้าแดง ยิบ หรือสิวขึ้น — แยกก่อนว่ามาจากตัวไหน

ทุกเว็บบอกว่า “ถ้าระคายเคืองให้หยุดใช้และปรึกษาแพทย์” ไม่มีใครบอกว่าอาการไหนมาจากไนอาซินาไมด์ อาการไหนมาจากเพื่อนร่วมขวด นี่คือลำดับที่ผมให้ลูกค้าทำ

คืนนี้ — ล้างออกด้วยน้ำเย็นและคลีนเซอร์อ่อนที่สุดที่มี ห้ามสครับ ห้ามโทนเนอร์ ทามอยส์เจอไรเซอร์ธรรมดาที่ไม่มีกรด ไม่มีน้ำหอม แล้วดูว่าอาการเป็นแบบไหนใน 3 แบบนี้

แบบที่ 1 — แดงร้อนวูบทั้งหน้า 20–60 นาที แล้วหายสนิท = อาการแบบไนอาซิน ไม่ใช่แพ้ ดู INCI ว่ามี Niacin หรือ Nicotinic Acid ไหม ถ้าไม่มี ให้สงสัยว่าขวดเก่า เก็บร้อน หรือสูตรเป็นกรดจนไนอาซินาไมด์เปลี่ยนรูปไปบางส่วน — ทิ้งขวดนั้น ไม่ต้องเลิกสาร

แบบที่ 2 — ยิบ ๆ ทันทีที่ทาแล้วหายใน 10 นาที = ปกติของช่วงแรก โดยเฉพาะที่ 10% ขึ้นไป ลดเป็นวันเว้นวัน หรือทาหลังมอยส์เจอไรเซอร์

แบบที่ 3 — คัน บวม ตุ่มน้ำ ผื่นลามไปที่ไม่ได้ทา หรือแดงเกิน 24 ชั่วโมงทั้งที่ล้างออกแล้ว = แพ้ (พบน้อยมากกับตัวนี้ แต่มี) หยุดทุกอย่าง ไม่ดีขึ้นใน 2–3 วันไปหาหมอ

สิวขึ้นหลังเริ่มใช้ — ตัวนี้ไม่มีช่วงสิวเห่อ ถ้าขึ้นให้ดู 2 อย่าง: เนื้อสูตรหนักหรือมีน้ำมัน → เปลี่ยนเป็นเนื้อน้ำ · มีกรดผสมมา (Salicylic, Glycolic) → นั่นคือช่วงเห่อของกรด ไม่ใช่ของไนอาซินาไมด์

กลับมาเริ่มใหม่ — เหลือแค่คลีนเซอร์ · มอยส์เจอไรเซอร์ · กันแดด จนไม่มีอาการ 2 วันติดกัน แล้วใช้ขวดที่ 5% หรือต่ำกว่า วันเว้นวันตอนคืน 1 สัปดาห์ ค่อยทุกคืน ถ้าเป็นแบบที่ 1 ต้องเปลี่ยนขวด อย่าฝืนใช้ขวดเดิม

เมื่อไหร่ที่ต้องไปหาหมอ — แบบที่ 3 ทุกกรณี · แดงวูบซ้ำทุกครั้งแม้เปลี่ยนขวดแล้ว · หรือใช้ 2% แล้วยังแสบ อันนั้นผิวคุณมีเรื่องอื่นที่ต้องดูก่อนสกินแคร์

ทำไมหน้า 1 ของ Google ตอบไม่ตรงกัน

ผมเปิดอ่านทุกหน้าที่ติดอันดับคำนี้ 6 ใน 7 หน้าใช้โครงเดียวกันเป๊ะ — บันได 2–5% / 5–10% / 10%+ ที่ไม่มีใครบอกที่มา ห้ามคู่วิตามินซี และไม่มีหน้าไหนพูดถึงแบบกินสักคำ ทั้งที่กล่อง “ผู้คนยังค้นหา” ของ Google บนหน้าเดียวกันถามว่า “ไนอะซินาไมด์ แบบกิน”

ผมขายสกินแคร์และอาหารเสริมยี่ห้อหนึ่ง ซึ่งมีไนอะซินาไมด์อยู่ในเม็ดที่ผมกินเอง (5.33 มก. ในรูปท้ายหน้า) — และผมบอกในหน้านี้แล้วว่าขนาดนั้นไม่ใช่คำตอบเรื่องรูขุมขนหรือรอยดำ
ใครพูดเขาขายอะไรเขาบอกว่าความจริงคือ
คลินิกความงามเครือหนึ่งหัตถการในคลินิกห้ามใช้คู่วิตามินซี และห้ามคู่ AHA/BHAความเชื่อเรื่องวิตามินซีมาจากการทดลองในหลอดทดลองยุค 1960 ที่ต้มสองตัวรวมกันด้วยความร้อนสูง บนผิวจริงไม่เกิดแบบนั้น — และถ้าคุณกลัวจนเลิกทั้งคู่ คลินิกไม่เสียอะไร
ร้านค้าปลีกเครือใหญ่ (หน้าที่มีคนอ่านมากที่สุดในผลค้นหานี้)เซรั่มทุกยี่ห้อ และกัมมี่ไนอาซินาไมด์แบบกิน 249 บาทบทความพูดแค่แบบทา แล้ววางกัมมี่แบบกินไว้ท้ายบทความโดยไม่มีสักประโยคว่ากินแล้วได้อะไรกินที่ขนาดวิตามินไม่ช่วยรูขุมขน (ดูท่อนแปลงหน่วย) — วางไว้ให้หยิบใส่ตะกร้า ไม่ใช่ให้เข้าใจ
หน้าเดียวกันหลายหน้า ในท่อนแนะนำสินค้าเซรั่มที่ผสมไนอาซินาไมด์กับกรดซาลิไซลิกมาในขวดเดียวท่อนบนบอกห้ามคู่ AHA/BHA ท่อนล่างแนะนำขวดที่ผสมมาให้แล้วใช้คู่ได้จริง — แต่ถ้าทาแล้วยิบ คนที่เชื่อท่อนบนจะโทษไนอาซินาไมด์ ทั้งที่ตัวที่ยิบคือกรด

อ่านฉลากยังไง — ขวดทาดูตำแหน่ง เม็ดกินดูชื่อ

ขวดทา — มองหา Niacinamide ในรายการส่วนผสม (INCI) ด้านหลัง กฎคือส่วนผสมที่เกิน 1% ต้องเรียงจากมากไปน้อย ดังนั้น

1. ตำแหน่งบอก % — อยู่ใน 3–5 ตัวแรกถัดจาก Water มักเป็น 2–5% ขึ้นไป ถ้าอยู่หลังสารกันเสียอย่าง Phenoxyethanol (กฎหมายให้ใส่ได้ไม่เกิน 1%) แปลว่ามีน้อยกว่า 1% — ใส่มาให้เขียนหน้าขวดได้ ไม่ได้ใส่มาให้ได้ผล

2. เพื่อนร่วมขวด — เซรั่มไนอาซินาไมด์ที่ขายในไทยจำนวนมากผสม Salicylic Acid Glycolic Acid หรือ Alcohol Denat. มาด้วย ไม่ผิด แต่ถ้ายิบหรือลอก ให้โทษตัวเหล่านี้ก่อน และถ้าคุณใช้กรดตัวอื่นอยู่แล้ว ขวดนี้จะซ้อนกรดโดยไม่รู้ตัว

3. ชื่อที่ต้องไม่เจอในขวดทาNiacin หรือ Nicotinic Acid นั่นคือตัวทำหน้าแดงวูบ ไม่ใช่ตัวที่คุณตั้งใจซื้อ

เม็ดกิน — ฉลากไทยเขียนได้ 3 แบบ: “ไนอะซินาไมด์” หรือ “นิโคตินาไมด์” = ไม่ทำให้แดง · “ไนอาซิน” หรือ “กรดนิโคตินิก” = แดงได้เมื่อเกินราว 35 มก. ต่อวัน ซึ่งเป็นเพดานที่แนะนำสำหรับอาหารเสริม · “วิตามินบี 3” เฉย ๆ = ไม่บอก ต้องดูบรรทัดส่วนประกอบ ตัวเลขมักเป็นหลักสิบมิลลิกรัมหรือน้อยกว่า คือระดับ “เติมให้ครบ” ตามค่าแนะนำ 14–16 มก. ต่อวัน [ตรวจสอบ] ไม่ใช่ระดับที่มีงานวิจัยเรื่องผิว

ฉลากในรูปเขียน “ไนอะซินาไมด์ 5.33 มก.” — ชื่อถูก คือแบบไม่แดง ปริมาณราวหนึ่งในสามของค่าแนะนำต่อวัน [ตรวจสอบ] สารตัวเดียวกับในเซรั่ม 5% ที่คุณทา แต่บทบาทคนละอย่าง อันหนึ่งเติมให้ร่างกายไม่ขาด อีกอันวางลงบนผิวตรงจุดที่อยากแก้

ฉลากด้านหลังอาหารเสริมวิตามินรวม แสดงบรรทัดไนอะซินาไมด์ 5.33 มก. ในรายการส่วนประกอบ
เม็ดที่ผมกินเอง — ถ่ายให้เห็นว่าเขียน “ไนอะซินาไมด์” ไม่ใช่ “ไนอาซิน” และแค่ 5.33 มก. คือวิตามินเติมให้ครบ ไม่ใช่ตัวแก้รูขุมขน

คำถามที่พบบ่อย

Niacinamide กี่เปอร์เซ็นต์เห็นผล

2% ความมัน · 4% สิว · 5% รอยดำและริ้วรอยตื้น — คือ % ที่งานวิจัยใช้แล้วเห็นผลใน 8–12 สัปดาห์ ส่วน 10% ผมยังไม่เจองานที่แสดงว่าได้ผลเพิ่ม แต่เจอลูกค้าที่ยิบเพิ่มบ่อย เริ่มใหม่ให้เอา 5% หรือต่ำกว่า

ไนอาซินาไมด์ ทาตอนไหน

ได้ทั้งเช้าและคืน ไม่ไวแสง ไม่เสื่อมเมื่อโดนแดด ลำดับคือหลังล้างหน้า ก่อนมอยส์เจอไรเซอร์ ถ้าใช้คู่วิตามินซีแบบกรด ทาซีก่อน รอแห้ง 1–2 นาที แล้วทับได้ หรือแยกซีเช้า ไนอาซินาไมด์คืน ผิวแสบง่ายให้ทาหลังมอยส์เจอไรเซอร์ ผลลดนิดหน่อยแต่ทนได้ทุกวัน ซึ่งสำคัญกว่า

Niacinamide ใช้คู่กับอะไร

คู่ที่ผมเห็นได้ผลมากที่สุดคือเรตินอล — ทาไนอาซินาไมด์ก่อน 4 สัปดาห์ให้ผิวชิน แล้วค่อยเริ่มเรตินอล จะลอกน้อยกว่าเริ่มเรตินอลเดี่ยว ๆ ชัดเจน คู่ที่สองคือกันแดด ถ้าเป้าคือรอยดำ ไม่มีกันแดดรอยดำไม่จาง คู่ที่สามคือวิตามินซีตอนเช้า ใช้ได้ ไม่ต้องกลัว

ไนอะซินาไมด์ ห้ามใช้กับอะไร

ในทางเคมี แทบไม่มี — มันเสถียร ทนทั้งกรดและด่างที่ผิวเจอจริง วิตามินซีใช้คู่ได้ (ความเชื่อว่าห้ามมาจากการต้มสองตัวรวมกันในหลอดทดลองยุค 1960 ไม่ใช่บนผิว) AHA/BHA ใช้คู่ได้และช่วยลดแสบด้วยซ้ำ สิ่งเดียวที่ผมให้เลี่ยงคือขวดที่มี Niacin ผสมและขวดเก่าหรือเก็บร้อน — สองอย่างนี้คือที่มาของหน้าแดงวูบ ไม่ใช่การจับคู่

ข้อเสียของ Niacinamide คืออะไร?

ข้อเสียจริงมี 3 ข้อ — ช้า รอยดำต้องรอ 8–12 สัปดาห์ · ผลจำกัด รูขุมขนตื้นลงระดับหนึ่ง รอยดำจางลงชั้นหนึ่ง ไม่หายสนิท ริ้วรอยได้นิดเดียว · ยิบและแดงที่ % สูง ตั้งแต่ 10% ขึ้นไป โดยเฉพาะคนผิวแสบง่าย ส่วน “ผิวดื้อ” ผมไม่เคยเจอ ที่เจอคือผลคงที่หลังสัปดาห์ 12 ซึ่งเป็นคนละเรื่อง

Niacinamide ช่วยอะไรผิวกาย

เรื่องเดียวกับหน้า — รอยดำหลังสิวที่หลังและอก ข้อศอกหัวเข่าคล้ำ แต่ผิวกายหนากว่า บวกเวลาจากตารางบนไปอีกราว 4 สัปดาห์ และคิดเลขก่อนซื้อ — หน้าใช้ครั้งละ 0.25 มล. แต่หลังกับแขนใช้ 5 มล. ขึ้นไป เซรั่ม 30 มล. หมดใน 6 ครั้ง ซื้อโลชั่นทาตัวที่มี Niacinamide ใน 5 ตัวแรกของ INCI คุ้มกว่ามาก

ไนอะซินาไมด์ แบบกิน

กินได้ที่ขนาดวิตามิน (หลักสิบมิลลิกรัมหรือน้อยกว่า) ไม่ทำให้หน้าแดงแบบไนอาซิน แต่ไม่ช่วยรูขุมขน ความมัน หรือรอยดำ เพราะไปเลี้ยงทั้งร่างกาย ขนาดกินที่มีงานวิจัยกับผิวคือ 500 มก. วันละ 2 ครั้ง ในคนที่เคยเป็นมะเร็งผิวหนังชนิดไม่ใช่เมลาโนมา พบเกิดใหม่น้อยลงราว 23% — เรื่องของหมอ ไม่ใช่เรื่องความงาม และไม่ใช่ขนาดที่ควรกินเองตามอินเทอร์เน็ต ถ้ากินอาหารครบ อกไก่หรือปลา 100 กรัมให้ไนอาซินราว 10 มก. [ตรวจสอบ] ถั่วลิสง 1 กำมือให้อีก 3–4 มก. [ตรวจสอบ] คุณครบค่าแนะนำแล้ว คำถามที่เหลือจึงไม่ใช่ “กินยี่ห้อไหน” แต่คือ — คุณจะซื้อไปเติมอะไร ในเมื่อมันไม่ได้ขาด?

ไม่แน่ใจว่าตัวเองต้องใช้ไหม ทักไลน์มาถามได้ครับ

พิมพ์คำว่า ไนอาซิน มา เดี๋ยวผมตอบให้

เปิด LINE แล้วพิมพ์ 「ไนอาซิน」

ผมไม่ขายในแชท ถ้าคำตอบคือไม่ต้องซื้ออะไร ผมจะบอกตรง ๆ เหมือนที่เขียนในหน้านี้

อ้างอิง

  1. Bissett DL, Oblong JE, Berge CA. Niacinamide: a B vitamin that improves aging facial skin appearance. Dermatol Surg 2005 — เซรั่ม 5% นาน 12 สัปดาห์
  2. Draelos ZD et al. The effect of 2% niacinamide on facial sebum production. J Cosmet Laser Ther 2006
  3. Shalita AR et al. Topical nicotinamide compared with clindamycin gel in the treatment of inflammatory acne vulgaris. Int J Dermatol 1995 — เจล 4% เทียบคลินดามัยซิน 1% นาน 8 สัปดาห์
  4. Chen AC et al. A phase 3 randomized trial of nicotinamide for skin-cancer chemoprevention. N Engl J Med 2015 — แบบกิน 500 มก. วันละ 2 ครั้ง
  5. ปริมาณสารอาหารอ้างอิงที่ควรได้รับประจำวันสำหรับคนไทย พ.ศ. 2563 — สำนักโภชนาการ กรมอนามัย (ค่าแนะนำไนอาซิน)
  6. ฉลากอาหารเสริมที่ใช้ถ่ายภาพในหน้านี้
  7. ประสบการณ์ตรงจากลูกค้าที่ใช้ไนอาซินาไมด์ทั้งแบบทาและแบบกิน — ระบุไว้ทุกจุดที่เป็นข้อสังเกตของผมเอง